เชลซี หวังถอนแค้น หลังพ่าย ลิเวอร์พูล ในเกมคาราบาว คัพ นัดชิงเมื่อกุมภาฯที่ผ่านมา และขอลุ้นถ้วยสมัยที่ 9 ของรายการนี้ ส่วนฝั่ง “หงส์แดง” พร้อมคว้าถ้วยที่ 2 และอยู่บนเส้นทางลุ้นสี่แชมป์

โธมัส ทูเคิ่ล กุนซือ เชลซี พาทีมเข้าชิง หลังชนะคริสตัล พาเลซ 2-0 ในรอบตัดเชือก ก่อนอัดลีดส์ ยูไนเต็ด 2-0 ในเกมลีกล่าสุด เป็นการคว้าชัยนัดแรกในรอบ 4 เกม

ความพร้อมเกมนี้ ทัพสิงห์บลุส์ ต้องเช็กฟิตอาการเจ็บของ มาเตโอ โควาซิช มิดฟิลด์โครแอตคนสำคัญที่โดน แดเนี่ยล เจมส์ แข้งยูงทองพุ่งเข้ามาเสียบอย่างน่าเกลียดจนโดนใบแดงไล่ออก

ซึ่งหากลงไม่ได้จะเป็นโอกาสของ รูเบน ลอฟตัส-ชีค ที่จะคุมแดนกลางร่วมกับ จอร์จินโญ่ ขณะที่ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ (ไม่สมบูรณ์), คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย (เอ็นร้อยหวาย) และ เบน ชิลเวลล์ (เข่า) ยังชวดเหมือนเดิม

การจัดทัพก็มีปรับเช่นกัน แกนหลักบางรายที่ถูกพักไว้เพื่อเกมนี้โดยเฉพาะ เช่น เซซ่าร์ อัซปิลิกวยต้า, ติอาโก้ ซิลวา และ ไค ฮาแวร์ตซ์ ก็จะกลับมาประจำการตามปกติ

เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือลิเวอร์พูล พาทีมเข้าชิง หลังเชือด แมนฯ ซิตี้ หวุดหวิด 3-2 ในรอบรองฯ ก่อนเบียดชนะแอสตัน วิลล่า 2-1 ในเกมลีกล่าสุด ทำให้ไม่แพ้มา 15 เกมรวมทุกรายการ

ความพร้อมเกมนี้ ทัพหงส์แดง หมดสิทธิ์ใช้งาน ฟาบินโญ่ กองกลางคนสำคัญที่มีอาการเจ็บแฮมสตริงจากเกมล่าสุด แถมพลาดลงเล่นในเกมพรีเมียร์ลีก 2 นัดสุดท้ายแน่นอนแล้ว ต้องไปลุ้นว่านัดชิงฯ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่จะดวลกับ เรอัล มาดริด ปลายเดือนนี้จะฟิตทันหรือไม่?

การจัดทัพ 3 ตัวหลักที่ได้พักเมื่อกลางสัปดาห์ ทั้งแอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, ติอาโก้ อัลกานตาร่า และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จะคืนทัพตามปกติ

แต่ขุมกำลังหลักรายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ค, หลุยส์ ดิอ๊าซ และ ซาดิโอ มาเน่ ต่างพร้อมบู๊เหมือนเดิม